PolarKen

Tech.Lifestyle.Business.Thought

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ Facebook 1:1

เมื่อวานถ้าใครทำงานสายออนไลน์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าโลกาวินาศแบบไม่ทันตั้งตัวกับ Facebook ที่จู่ๆ การแสดงผลบนมือถือจากภาพที่ควรจะเป็นสัดส่วนเดิม กลายเป็น 1:1 ครับ โดยสุดท้ายเป็นความผิดพลาดระยะชั่วครู่ก่อนได้รับการแก้ไข

ใครยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นลองดูตามโพสต์นี้ครับ

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการแค่ Bug หรือการตั้งค่าผิดพลาดจากทาง Facebook เอง และใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทุกอย่างก็กลับมาปกติ (รู้สึกจะแค่ 30 นาทีเองมั้ง)

พายุผ่านไปแล้วแต่สิ่งที่น่าสนใจในมุมผมมีดังนี้

แหล่งข้อมูล/ข่าวตื่นตูมกันเร็วมาก

ปกติแล้วถ้ามีอะไรผิดปกติโดยไม่แจ้งบอกก่อนจากทาง Platform ผมจะสันนิษฐานว่าเกิดการผิดพลาด แล้วจะ Fact Check ไปที่ต้นทางหรือแหล่งที่น่าเชื่อถือให้ได้ก่อน ก่อนที่จะกระจายข้อมูลออกไปให้คนอื่น

ปัญหาคือเพจบ้านเราดีดอย่างรวดเร็วมากว่า “มาร์คปรับแล้ว” “มาร์คเอากูแล้ว” แล้วก็เกิดฟันธงไปว่า Facebook ปรับเรียบร้อย ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่

อย่างน้อยถ้าไม่ชัวร์ ควรพาดหัวกันว่า “ตอนนี้ Facebook มีอาการผิดปกติ ฯลฯ” ไป แต่นั่นแหละอาจจะ Panic กันอยู่ตอนนั้นหรือไม่ก็แบบนี้มันเรียกแขกได้ดีกว่า

รู้หรือไม่ว่า ยังมีคนเข้าใจผิดอยู่อีกเยอะ และยังแชร์กันต่อไปหรือเล่าเรื่องต่อไปกันลงเฟสเหมือนกันนะครับ (จนถึงตอนนี้)

Facebook ผิดพลาดได้ และสร้างความเสียหายมหาศาลได้

อันนี้เป็นเหตุการณ์ผิดพลาดสั้นๆ แต่ก็ทำความเสียหายได้มหาศาล ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นในหมู่มิตรหสายที่ทำงานสาย Agency หรือใครที่คุมเพจทำคอนเทนต์เองก็โหยหวนกันหมด

แน่นอนว่าอันนี้เป็นความผิดพลาดของระบบในระยะสัั้นๆ Facebook คงไม่ได้แสดงความรับผิดชอบหรือชดใช้อะไรอยู่แล้ว (ยกเว้นคุณใหญ่พอแล้วไปไฟต์มาได้)

มันจึงเป็นเหตุผลที่ผมตัดสินใจเขียน Blog ขึ้นมาแทนจะเปิด Facebook Page เพียวๆ เพราะเหตุการณ์ประมาณนี้แหละครับ

Facebook กลายเป็นผู้ชี้ชะตาชีวิตของแบรนด์หรือธุรกิจหลายเจ้า

จากปัญหาที่ลองอ่านๆ ดู พบว่าหลายธุรกิจพึ่งพา Facebook จนแทบจะเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ Feed ลูกค้าแทบทุกอย่างเข้ามา

ดังนั้นนึกสภาพดูว่าถ้า Facebook เกิดผิดพลาดหนักกว่านี้ ล่มไปซัก 48 ชั่วโมง สภาพของแต่ละแบรนด์จะเป็นอย่างไร มันน่ากลัวเหมือนกันนะ

ผมว่าเหตุการณ์นี้ก็อาจะทำให้หลายแบรนด์ตระหนักเหมือนกันว่า มันต้องมี Risk Planning ไว้ดีๆ รวมถึงเหตุการณ์ If Scenario ว่าถ้า Facebook เจ๊งขึ้นมา จะเอาไงกันต่อ

อย่ามองว่าเรื่องไกลตัวนะครับ เร็วๆนี้ Brand Inside พูดถึงหลายเพจที่ต้องปิดตัวลงเพียงแค่ Facebook ปรับ Algorithm แล้วยอดหายไปถึง 75% เลย (อ่านได้ที่นี่)

ดังนั้นเหตุการณ์ Facebook 1:1 นี่น่าจะเป็นการกัดเบาๆ ที่น่าจะเรียกสติและให้หลายคนหาแนวทางได้เหมืนกันนะ

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: