PolarKen

Tech.Lifestyle.Business.Thought

BookReview : Ready Player One (Ernest Cline)

ก่อนหน้านี้ปกติแล้วผมเป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือเลย…. พูดตรงๆ นะ หนังสือที่อ่านจบจริงจังที่เป็น Fiction น่าจะเป็น Harry Potter นู่นเลย

แต่หลังจากดู Ready Player One ในโรงมา ก็อยากรู้ว่าต้นฉบับที่เป็นนิยายมันเป็นยังไง อ่านดูบทความในเน็ทหลายอันบอกว่ามันแทบจะไม่เหมือนกันเลย

ก็เลยแวะซื้อจาก Kinokuniya ซะเลยเพื่อเอามาอ่านหลังจากติดอารมณ์ค้างจากหนังโรงอยู่

วันแรกผมอ่านได้ 1-2 Chapter และพบว่าน่าจะใช้เวลาอ่านพอตัว เพราะเน้นเรื่องของการอธิบายสถานการณ์โลกทั่วไปก่อน แต่ทันทีหลังจากเข้าจุดที่มันเริ่มสนุก ผมก็ยิงยาวเลย

ไม่อยากจะเชื่อ ReadyPlayerOne ทำให้ผมอ่านมันจบภายใน 5 วัน

ReadyPlayerOne (ขอย่อเป็น RPO) นั้นเป็นเรื่องในโลกอนาคตปี 2045 ที่โลกค่อนข้างชิบหายขั้นสุด พลังงานฟอสซิลใกล้หมด ทำให้การเดินทางและหางานทำได้ยากมาก ทุกคนเริ่มหมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต แต่มีเกมโลกเสมือนที่ชื่อว่า OASIS ที่ทำให้มนุษย์โลกไปใช้ชีวิตอยู่บนนั้นได้

James Halliday เจ้าของ OASIS ผู้โดดเดี่ยวและไม่มีเพื่อนหรือครอบครัว ได้เสียชีวิตลง โดยมีวิดีโอหลังจากตายไว้ว่า “ใครที่ตามหา Easter Egg ของตัวเองที่ทิ้งไว้ในเกมได้ จะได้ทรัพย์สมบัติและสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ OASIS ไปทั้งหมด ทุกคนในเกมตื่นเต้นกับมัน แต่ผ่านไป 5 ปีก็ยังไม่หาเจอแม้กระทั่งปริศนาแรก

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหน้าเงินสุดโหดจาก IOI ที่จะต้องการยึดครอง OASIS เป็นของตัวเอง ที่ใช้กำลังคนมหาศาลก็หาไม่เจอ

แต่พระเอกของเรา Wade Watts หรือ ชื่อใน Oasis ว่า Parzival เป็นเด็กที่อยู่ในสลัมคนหนึ่ง และ Nobody สุดๆ ดันเป็นคนเจอคนแรก….

เนื้อเรื่องหลักๆ ก็ประมาณนี้ ถ้าใครดูหนังที่เพิ่งฉายไป แกนเรื่องหลักๆ จะไม่ต่างกัน แต่เนื้อหาข้างในต่างกันโคตรเยอะ หนังใช้แค่แกนเรื่องกับตัวละครเท่านั้นเอง

จุดที่น่าสนใจของ RPO คือพาเราผจญภัยไปกับโลกของ Pop Culture ยุค 80 / เกม และสภาพสังคมเสื่อมโทรมในอนาคตได้อย่างดี

ในเนื้อเรื่องนั้น James Halliday นั้นเป็นคนคลั่ง Pop Culture ยุค 80 มาก ดังนั้นปริศนาที่แฝงไว้ในการล่าไข่จึงเป็นอะไรที่เล่นกับยุค 80 เยอะ ไม่ว่าจะเพลง เกม หนัง (เป็นความชอบของ Ernest Cline คนเขียนเอง)

แม้ว่าผมเองจะเติบโตมากับยุค 90 มากกว่า แต่การที่คนเขียนบรรยายถึงความเจ๋งของยุค 80 ทั้งหลายมันทำให้ความ Geek / Nerd ในตัวผมสนุกไปกับมันด้วย บางฉากเขียนทำให้เรานึกถึงภาพที่เราเคยเห็นจริงๆ จากการดูการ์ตูนเก่าๆ หรือหนังเก่าๆ

ส่วนใครที่ไม่ได้มีความ Geek / Nerd อะไร อาจจะไม่ได้ “อิน” กับมันมาก แต่มันไม่ได้ทำให้อรรถรสของการผจญภัยเลือนหายไป เพราะ Ernest Cline ได้อธิบายแบบละเอียดยิบจริงๆ (และจะเจ๋งมากถ้าตอนเล่น เปิดฟังเพลงที่บรรยายในเรื่องไปด้วย หรือนั่ง Google ภาพที่เค้าบรรยายจริงๆ)

ความสนุกของหนังสืออีกส่วนคือมีการอธิบายเรื่องการผจญภัยบนโลก Offline หรือโลกจริงๆ พอตัว มีเหตุการณ์อะไรยังไงบ้าง โลกในอนาคตเป็นอย่างไร เทคโนโลยีเจ๋งขนาดไหน ผมว่าผู้เขียนเก็บรายละเอียดได้ดี

ที่ผมชอบอีกจุดคือมีจังหวะหักมุมทื่อๆ ดื้อๆ อยู่เหมือนกัน โดยทำให้เราอยากอ่านต่อเรื่อยๆ ตอนจบ Chapter (Cliffhanger สุดๆ)

ความต่างจากหนังอย่างมากเลยทำให้มันสนุกของมันโดยไม่เสียอรรถรสคนดูหนังมาแล้ว

ผมลองสรุปจุดต่างจากหนังโดยที่ไม่สปอยล์ดูนะ

  • ในหนังสือนั้น Parzival จะต้องเคลียร์ปริศนาเพื่อเจอกุญแจ แล้วกุญแจก็จะมีปริศนาไปหาประตู ประตูก็จะมีด่านผจญภัยอีก ในหนังจะเป็นหากุญแจ 3 ดอกอย่างเดียว
  • โลกของ OASIS ในหนังสืออธิบายได้ละเอียดและจักรวาลน่าสนใจกว่ามาก
  • หนังสือจะเน้นยุค 80 มากกว่าชัดเจน หนังจะเน้น Popculture ตั้งแต่ 80 มาจนถึงร่วมสมัย
  • บทบาทของตัวละครในโลก Offline จะเยอะกว่าในหนัง
  • หนังสือจะดราม่ากว่ามาก มีจังหวะที่ดาร์คๆ หน่อย
  • หนังจะเน้นแนวผจญภัยดูได้ทุกเพศทุกวัยทุกรุ่นมากกว่าแล้วใส่ 80 เป็น Gimmick นิดหน่อย

ถ้าใครอยากหานิยายแนวผจญภัยในเกมออนไลน์ที่มีความ Refer ถึง Pop Culture โลกจริงอ่านเพลินๆ

อ่านได้เพลินๆ สนุกพอตัว แม้ว่าหลายจุดจะมีความ Cliche สไตล์นิยายผจญภัยทั่วไป แต่ด้วยความสนุกของการผจญภัย แทรกด้วยการ Refer ถึง Pop Culture เยอะๆ ทำให้เราจินตนาการภาพออกพอสมควร

โดยเฉพาะเวลาในหนังสืออธิบายว่าเพลงอะไรเปิดอยู่ใน Background แล้วเราเปิดเพลงนั้นฟังไปด้วย มันได้บรรยากาศชะมัด

แต่ต้องยอมรับว่าถ้าใครไม่ได้อินกับความ Geek ความ Pop-culture มันจะรู้สึกเหมือนนิยายผจญภัยธรรมดาอันหนึ่ง และแน่นอนว่ามันไม่ใช่นิยายประเภทสำบัดสำนวนหรือว่ามีสไตล์การเขียนที่โดดเด่น มีขมวดปมอะไร จนถึงขนาดขึ้นหิ้งขนาดนั้น หรือวิพากษ์เชิงสังคมเชิงลึก

แต่มันสนุกอะ มันเหมือนหนังการ์ตูนผจญภัยที่ไม่ต้องจริงจังมากประมาณนั้น

ผมเองอาจจะไม่ได้อ่านหนังสือเยอะ (ถือว่าน้อยบัดซบเลยล่ะ) แต่แค่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เออ สนุกก็แค่นั้นแหละ

 

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: