PolarKen

Tech.Lifestyle.Business.Thought

ว่าด้วยเรื่องการ “สปอยล์” เนื้อเรื่อง

หลังจากวันพุธที่ 25 เมษายน 2018 ได้ไปดู Avengers Infinity War ซึ่งเข้าวันแรกพอดีครับ แน่นอนว่าเป็นหนังที่ทุกคนรอกันมานาน และมีจุดพลิกผันเนื้อเรื่องเยอะ ดังนั้นคนที่ยังไม่ไปดูจะกลัวกันมากเรื่องการโดน “สปอยล์”

สปอยล์ (Spoil) คืออะไร?

สปอยล์ หรือ Spoil ตามศัพท์เดิมมาจากคำที่แปลว่าการทำให้มันเสีย การทำให้คุณค่าลดลง อะไรแบบนั้น ซึ่งในบริบทของการดูหนังหรืออ่านหนังสือ การ Spoil คือการที่เผยเนื้อเรื่องออกมาก่อนนั่นเอง

เปรียบเสมือนกับการที่ถ้าเราโดนบอกเนื้อเรื่องมาก่อนจะเจอเองทำให้อรรถรสหรือคุณค่าในการดูมันลดลงอะไรแบบนั้น

ซึ่งการสปอยล์นั่นเองทำให้เกิดเรื่องมากมายแม้กระทั่งด่าทอกัน หรือทะเลาะกันรุนแรง เพราะว่าบางคนอยากได้ดูเองเต็มที่ ไม่ใช่รู้เนื้อเรื่องมาก่อนนั่นเอง

คนอยากสปอยล์กับคนไม่ชอบสปอยล์เป็นไม้เบื่อไม้เมามาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว สมัยก่อนสปอยล์มโหฬารที่เคยมีเรื่องกันเช่น Darth Vader เป็นพ่อของ Luke ก็เคยเกิดเรื่องด่าทอกันมาแล้ว

โดยตามหลักแล้วถ้ามีการเขียนบทความหรือคุยอันที่เกี่ยวข้องกับเนื้่อเรื่อง เรามักจะนิยมใส่ข้อความไว้บอกคนอ่านว่า “ส่วนเนื้อหาหลังจากนี้ จะมีการสปอยล์” อะไรแบบนี้ครับ

ประเภทของการสปอยล์ในมุมมองผม

ผมคิดว่าการสปอยล์มีอยู่ 2 แบบ ซึ่งผมเองจะมีความเห็นกับปฏิิกิริยาต่างกัน คือ

ผู้พูดไม่ได้จงใจจะสปอยล์ แต่กำลังคุยถกเถียงเรื่องหนังกับผู้อื่นอยู่

เคสนี้ผมมองว่าคนที่ไม่อยากโดนสปอยล์อาจจะต้องปลีกตัวเองออกไป หรือขอให้บทสนทนานั้นจบลง

โดยเฉพาะพื้นที่กึ่งสาธารณะที่ไม่ได้มีข้อตกลงชัดเจน อย่างเช่นห้องแชทกลุ่ม Line ถ้าไม่ได้ขอความร่วมมือกันไว้ มีคนเริ่มพูดมา ผมอาจจะ Mute หรือไม่ก็ออกห้องดีกว่า สิทธิ์ของเขาจะคุยกัน หริือถ้าออกปากไปว่า “ยังไม่ได้ดูเลยอย่าเพิ่งสปอยยยยยล์” แล้วคนอื่นโอเคกัน ก็จบ

หรือบางทีเราไปได้ยินในร้านอาหาร ห้องน้ำ รถไฟฟ้า แบบที่เค้าคุยกับเพื่อนเขาอยู่ ผมมองว่ามันเป็นสิทธิ์เขานะ เราอาจจะเซ็งๆ นอยๆ แต่ไม่ใช่ไปชี้หน้าด่าเขา หรือถ่ายรูปมาด่าอะไรแบบนั้น ผมว่ามันเกินไป

เจอแบบนี้อาจจะต้องเลี่ยงตัวเองด้วยการ ฉีกตัวออกจากที่นั่น หรือใส่หูฟังเปิดเพลงไปแทน

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ สิ่งที่ทำได้คือ สะกิดเขาเลยครับแล้วบอกว่า “ขอโทษนะครับ ผมยังไม่ได้ดูเลย พูดเบาๆ หน่อยได้ไหม” ผมเคยทำรอบนึงแล้วพี่เขาก็ยิ้มๆ แล้วก็ขอโทษแล้วก็บอกในสายโทรศัพท์ว่า “เออ ไว้คุยกันๆ” แบบนี้นะ

ผู้พูดจงใจจะสปอยล์ โดยมีความสุขกับการเห็นคนอื่นโมโห (หรืออยากอวด)

ผมว่าแบบนี้ไม่ตลกและไม่สนุกด้วย บางคนเอาสิทธิ์ตรงนี้มาทำเพื่อความสะใจส่วนตัว คือเห็นเวลาคนอื่นโมโหแล้วมีความสุขอะไรแบบนั้น

ผมว่าเคสแบบนี้จะทะเลาะอะไรกันก็เรื่องปกติเลยอะ คือมันเหมือนคนมาด่าเราใส่หน้าตรงๆ (ผมคิดงี้จริงๆ นะ) เพราะเจตนาคือจะมาทำให้เราไม่พอใจ

ซึ่งกลุ่มคนที่อยากคุยสปอยล์กันในพื้นที่ออนไลน์แบบสาธารณะ เค้าสามารถมีวิธีเลี่ยงได้อยู่แล้ว แต่คือไม่แคร์ไง อยากให้คนอื่นเดือด เค้าก็ลุยเลยไม่สนไรงี้

ซึ่งหลายคนที่โมโหกันคือเจอคนประเภทนี้ เป็นผมยังโมโหเลย คือเหมือนเราไม่อยากได้ยินแล้วจงใจมาปาใส่หน้าเราแบบนี้มันไม่ไหว

ซึ่งหลายคนเราคุยด้วยเหตุผลไม่ได้หรอก คือเค้าสนุกกับการได้เห็นคนอื่นโมโหไง

ผมเลยคิดว่าเราต้องดู “เจตนาคนพูด” กับ “สถานที่” เป็นหลัก คือบางคนเค้าก็อยากถกเถียงกันในเนื้อเรื่องจริงๆ แล้วอุตส่าห์ออกตัวแล้วนะว่าจะสปอยล์ แล้วคุณไปเห็นเองแล้วมาโมโหแบบนี้เค้าเรียกคนบ้าอะ

แล้วเราควรทำตัวอย่างไร?

ออกตัวไว้ก่อนว่าเรื่องพวกนี้หลายอันอาจจะขัดใจหลายคนเพราะมันดูเรื่องมาก แต่อันนี้คือมุมมองที่ผมเลือกที่จะทำนะ คนอื่นจะทำไม่ทำอย่างไร สิทธิ์ของท่าน

  • โดยปกติผมจะพูดหลังจากหนังเข้าโรงไปแล้วซัก 1-2 สัปดาห์ รอคนรอบตัวไปดูกันหมดละ
  • ผมเลือกไม่โพสต์บน Facebook/Twitter ที่เป็นสปอยล์ตรงๆ ถ้าอยากคุยเรื่องเนื้อเรื่องจะติด [Spoler Alert!] หรือ [สปอยล์] ไว้ แล้วเว้นบรรทัดเยอะๆ
  • ถ้าผมรู้ว่าคนที่เราคุยด้วย ยังไม่ได้ดูและไม่อยากโดยสปอยล์ก็จะไม่พูด
  • ถ้าอยู่ในที่สาธารณะก็จะคุยเบาๆ หรือไม่ก็ไม่พูดไปเลย (อันนี้ใจเขาใจเรา คือไม่ได้ผิดอะไร แค่ผมเองก็ไม่อยากได้ยินแม้ว่าจะห้ามไม่ได้)
  • ถ้าเจอคนสปอยล์โดยไม่ได้เจตนามาแกล้งเรา อาจจะเซ็ง แต่ก็ไม่ได้โวยวายหรือต่อว่าเขาอะไร อาจจะมาบ่นๆ บ้าง แต่คงไม่โกรธขนาดไปด่าทอเค้าหรือแคปมาด่า หรือถ่านรูปประจาน ยิ่งถ้าเค้ารู้สึกผิดจริงๆ ผมจะไม่โกรธเลยนะ
  • ถ้าเจอคนจงใจสปอยล์ใส่หน้า แบบที่เราบอกแล้วว่า ขอเถอะ อย่าสปอยล์ แล้วยังจงใจจะแกล้งเรา ผมคงแสดงท่าทีไม่พอใจ ผมจะเก็บไว้ในใจว่าคนแบบนี้เป็นคนยังไง ถ้ามากๆ ก็เลิกคุยด้วยจริงๆ เพราะบางคนสนุกแค่การได้ทำให้เราโมโหเท่านั้น
  • สุดท้ายนี้มันอยู่ที่เราใช้วิจารณญาณเหมือนกัน มันไม่มีถูกผิดตายตัว ความยืดหยุ่นในการอยู่ร่วมกันก็สำคัญ

หลักๆ ก็ประมาณนี้มั้ง ขอย้ำว่าอันนี้เป็นความคิดผม คนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วยหรือยังไงแล้วแต่ (อย่างบางคนถือ Freedom of Speech กูจะพูดไม่แคร์อะไร สิทธิ์กู หรือบางคนถือคติห้ามพูดเนื้องเรื่องเลยเด็ดขาด ก็สุดโต่งกันไป)

คิดเห็นอย่างไรพูดคุยกันได้ครับ

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: