PolarKen

Tech.Lifestyle.Business.Thought

ว่าด้วย “การช่วยเหลือในการฆ่าตัวตาย” ผิดหรือถูก?

ถ้าใครตามข่าวเมื่อเร็วๆ นี้จะได้ข่าวเรื่องของนักวิทยาศาสตร์อายุ 104 ปี นาม David Goodall ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงด้วยการช่วยเหลือของทีมแพทย์ที่สวิตเซอร์แลนด์

ฃโดยก่อนเสียชีวิตได้กิน Fish and Chips และ Cheesecake พร้อมกับฟัง Symphony หมายเลข 9 ก่อนสิ้นลมอย่างสงบท่ามกลางครอบครัว (แหล่งข่าว: http://www.bbc.com/news/world-europe-44069885)

ดูเป็นการเสียชีวิตอย่างสงบที่หลายคนอาจจะต้องการอยู่

ก่อนอื่นเราอาจจะต้องแยกกันเล็กน้อยระหว่าง Assisted Suicide หรือการ “ช่วยเหลือในการตาย” กับ Euthanasia/ Mercy Killing กันก่อน

ความต่างของ Assisted Suicide และ Euthanasia/Mercy Killing

Assisted Suicide นั้นเป็นการช่วยเหลือของบุคลากรทางการแพทย์ ในการพิจารณาจ่ายยาเพื่อทำให้คนไข้ใช้ยาและเสียชีวิตด้วยตัวเอง ดังนั้นหลายๆ ประเทศ หมอจะวินิจฉัยตามกระบวนการว่า คนๆ นั้นมีสติคิดพิจารณาแล้วว่าอยากตายจริงๆ โดยไม่ได้มีความผิดปกติทางจิต (เช่นไม่ได้ซึมเศร้าอยู่) หรือไม่ได้โดนกดดันและบังคับ (เช่นคนรอบตัวบีบให้ฆ่าตัวตายเพื่อหวังผลทางมรดก) และแพทย์จะจ่ายยาให้ตามความเหมาะสม

Euthanasia หรือ Mercy Killing ศัพท์ไทยจะใช้คำว่า “การุณยฆาต” หรือ “ปรานีฆาต” ในบริบทนี้มากกว่า นั่นคือการทำให้คนที่จะตาย ตายเพราะพ้นจากความทรมาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคภัยที่เจ็บป่วยหนัก อยู่ได้อีกไม่นานเป็นต้น (รายละเอียดมีเยอะมากอาจจะลองตามอ่านใน Wikipedia ได้ครับ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบริบทการใช้งานศัพท์ทั้งหมดยังคลุมเครือและใช้สลับกันไปมาอยู่ตลอด ดังนั้นถ้าอ่านเจอบทความบางที่ใช้คำสลับกันไปมา จึงอย่าแปลกใจครับ

ทำไมการเสียชีวิตของ David Goodall น่าสนใจ

David Goodall นั้น แม้ว่าจะมีอายุมากแล้วที่ 104 ปี แต่เจ้าตัวไม่ได้มีโรคภัยที่จะใกล้เสียชีวิตหรืออยู่อย่างทรมานเจ็บปวดแต่อย่างไร ถึงจะมีอาการตามผู้สูงอายุบ้าง แต่ไม่เข้าเกณฑ์ป่วยระยะสุดท้ายเพื่อให้เข้าเกณฑ์ในการทำ Mercy Killing ได้เลย

จุดที่น่าสนใจคือคำสัมภาษณ์ที่คุณ David Goodall ได้พูดไว้ก่อนเข้ากระบวนการ “ฆ่าตัวตาย” คำพูดนั้นน่าสนใจมาก ผมขออนุญาตยกมาทั้งอันเลยละกัน

I greatly regret having reached that age. I’m not happy. I want to die. It’s not sad particularly. What is sad is if one is prevented.

“ผู้รู้สึกเสียใจที่อายุมาถึงเท่านี้ ผมไม่มีความสุข ผมอยากตาย มันไม่น่าเศร้าหรอก ที่น่าเศร้าคือถ้าคนนั้นโดนขัดขวางไม่ให้ตาย”

One should be free to choose death, when death is at an appropriate time. My abilities have been in decline over the past year or two, my eyesight over the past six years. I no longer want to continue life. I’m happy to have the chance tomorrow to end it.

“คนเราควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกความตาย เมื่อความตายมันอยู่ในเวลาที่เหมาะสม ความสามารถของผมแย่ลงมากในปีสองปีที่ผ่านมา สายตาผมแย่ลงในหกปีที่ผ่านมา ผมไม่อยากมีชีวิตต่อ ผมยินดีมากที่ได้โอกาสที่การจบชีวิตลงพรุ่งนี้”

I am happy to have this chance though I would have preferred to have it in Australia. And I am greatly bereft that Australia is behind Switzerland in this move.

“ผมดีใจมากที่ได้รับโอกาสนี้ แม้ว่าผมอยากจะได้สิทธิ์นี้ในออสเตรเลีย ผมรู้สึกเสียใจที่ออสเตรเลียนั้นล้าหลังสวิตเซอร์แลนด์ในเรื่องนี้”

Quote Source: UNILAD UK

เมื่อการ “ฆ่าตัวตายด้วยตัวเอง” กับการ “ฆ่าตัวตายโดยมีผู้ช่วยเหลือ” มีจุดที่แตกต่างกัน

แนวคิดยุคใหม่อาจจะมองเรื่องของการ “ฆ่าตัวตาย” เป็นเรื่องของสิทธิ์บุคคล แต่ถ้าเป็นการฆ่าตัวตายโดยมีคนช่วย ยังเป็นอะไรที่ผิดกฎหมายอยู่ในเกือบทุกประเทศ และยังมีการผลักดันอย่างช้าๆ อยู่

ผมอ่านแล้วก็รู้สึกได้แง่คิดเหมือนกันว่าถ้าเราเชื่อในเรื่องของ “สิทธิ์ในชีวิต” ทำไมการ “การช่วยเหลือในการฆ่าตัวตาย” (Assisted Suicide) ถึงเป็นเรื่องผิด? ในเมื่อเป็นการฆ่าตัวตายทางการแพทย์ที่ทำให้การตายอย่างสงบด้วยซ้ำ?

เพราะถ้าคนอยากฆ่าตัวตายไม่มีตรงนี้อาจจะเลือกวิธีการตายที่ทำให้เดือดร้อนกับสังคมหรือต้องตายแบบมีการบาดเจ็บด้วยซ้ำ (โดดตึก ผูกคอ จมน้ำ เป็นต้น)

David Goodall ได้พยายามฆ่าตัวตายก่อนหน้านี้และไม่สำเร็จ จึงได้ตัดสินใจบินไปหาที่สวิตเซอร์แลนด์เพื่อ “ฆ่าตัวตาย” โดยเฉพาะ

แน่นอนว่าสิ่งที่ถกเถียงกันตั้งแต่ช่วยแรกๆ ก็คือเรื่องของศีลธรรม โดยกฎหมายแรกๆ นั้นอิงมาจากศาสนาคริสต์ในเชิงว่าพระเจ้าเท่านั้นที่กำหนดชะตาชีวิตของคนได้ ต่อมาการถกเถียงพัฒนาไปถึงในเชิงว่า ถ้าเรามีการเปิดกว้างเรื่องนี้ คนเราจะมองว่าการฆ่าตัวตายเป็นตัวเลือกหนึ่งในการใช้ชีวิตไหม

แม้กระทั่งกลุ่มคนที่ใช้ความคิด Individualism บางกลุ่มก็ต่อต้าน Assisted Suicide ด้วยซ้ำ แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ขัดข้องกับการ “ฆ่าตัวตาย” แต่การยืมมือคนอื่นฆ่าตัวตาย เป็นการนำความรับผิดชอบในการตายไปสู่บุคคลอื่นหรือสังคมด้วยซ้ำ (ตัวอย่าง Blog)

หรือลองนึกภาพในเชิงสังคมศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์ไปอีกว่า ถ้าสมมติผมทำธุรกิจแล้วเจ๊งติดหนี้ 100 ล้าน แทนที่จะสู้ เราขอตายไปอย่างสงบดีกว่า แล้วมันจะดีกับสังคมโดยรวมหรือไม่

แล้วสรุปมันควรมีหรือไม่?

เรื่องของการ “ฆ่าตัวตาย” และการ “ช่วยเหลือในการตาย” จึงมีหลายมุมมองที่น่าสนใจและต้องได้รับการถกเถียงมากขึ้นเพื่อให้กฎหมายค่อยๆ พัฒนาไปในทางที่เหมาะสม

ผมใช้คำว่า “เหมาะสม”  เพราะของแบบนี้มันไม่มีถูกหรือผิดเป๊ะๆ มันอยู่ที่ในมุมมองของสังคมนั้นๆ และมันสามารถเปลี่ยนไปในทั้งบริบทด้านวัฒนธรรม เวลา และความเชื่อของคนในสังคมนั้นๆ

และแน่นอนว่าการเสียชีวิตของ David Goodall ได้จุดประกายเกิดการถกเถียงอย่างมากมายในเรื่องนี้ขึ้นมา An Australian scientist’s “rational suicide” stirs international controversy

เพราะอย่างในออสเตรเลียถิ่นที่คุณ David Goodall อาศัย ก็มีการผ่านร่างกฎหมาย Voluntary Assisted Dying Act 2017 (Victoria) แล้วด้วยซ้ำ และจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงกลางปี 2019 หากกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดทำเสร็จเรียบร้อย

ส่วนตัวผมเอง มองว่าถ้าอายุเกินขีดที่กำหนด เช่น 100 ปี อาจจะมอง Assisted Suicide เป็นสิทธิ์ก็ได้นะ เพราะหลายคนอาจจะรู้สึกว่าใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ไม่อยากมาทรมานในการใช้ชีวิตอีกต่อไป โดยมีเงื่อนไขเรื่องอายุที่อยู่มานานอย่างเหมาะสมแล้ว

คำพูดสุดท้ายของ David Goodall คือ “This is taking an awfully long time!” (มันช่างใช้เวลานานอย่างน่ากลัว!!)

การเสียชีวิตพร้อมหน้าทั้งครอบครัว โดยทีีคนรอบข้างได้เตรียมใจ และไม่ต้องทรมานก่อนเสียชีวิต ไม่นับว่าเป็นการจากลาอย่างสงบที่เตรียมพร้อมไว้อย่างดีหรอกหรือ?

 

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: